นครรัฐวาติกัน (State of the Vatican City) ประเทศจิ๋ว แต่แจ๋ว

230 จำนวนผู้เข้าชม  |  blog

นครรัฐวาติกัน (State of the Vatican City) ประเทศจิ๋ว แต่แจ๋ว

สัมผัส นครรัฐวาติกัน (State of the Vatican City) ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี นครรัฐวาติกันจัดเป็น นครรัฐขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 250 ไร่ โดย 150 ไร่นั้นจะเป็นวังวาติกันที่ประทับของพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก รอบเมืองจะมีกำเเพงใหญ่ล้อมรอบเอาไว้ ถือกันว่าเป็นประเทศเอกราชที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ค่ะ  

นครรัฐแห่งนี้มีระบอบการปกครองโดยอำนาจอำนาจสูงสุดทั้งด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการอยู่ที่พระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว ซึ่งพระสันตะปาปาองค์ล่าสุดคือ “สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส”

สิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจในนครรัฐเล็กๆแห่งนี้ คงหนีไม่พ้นความวิจิตรงดงาม และความละเอียดอ่อนของอาคารสิ่งก่อสร้าง รูปปั้น ภาพวาดฝาผนังต่างๆ ที่ล้วนแต่เป็นงานศิลปะชั้นเลิศ แถมร้านค้าของวาติกัน ก็ยังปลอดภาษีทุกชนิดอีกด้วยค่ะ

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาเยี่ยมชมกัน จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

 

1. มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St Peter’s Basilica) 

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter’s Basilica) หรือ มหาวิหารนักบุญเปโตร (Basilica Sancti Petri) เป็นมหาวิหารเอกที่สำคัญของนครรัฐวาติกัน เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 2.3 เฮกตาร์ สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน โดยที่นี่มีความเชื่อกันว่าเป็นที่ฝังร่างของนักบุญซีโมนเปโตรซึ่งเป็นหนึ่งในอัครทูตของพระเยซู ซึ่งถือว่าเป็นพระสันตะปาปาองค์แรก

มหาวิหารแห่งนี้ดิมนั้นเป็นโบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 4 เป็นรูปแบบบาซิลิกา จนมาถึงในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยามหาวิหารนั้นได้มีสภาพทรุดโทรมเป็นอย่างมาก จึงได้มีการตัดสินใจสร้างมหาวิหารขึ้นมาใหม่ในแบบเรเนซอง ว่ากันว่าใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างยาวนานถึงเกือบ 120 ปี

ความโดดเด่นของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์คือ สถาปัตยกรรมโดมสูงที่มีความงดงามวิจิตร แถมอาคารนั้นประดับตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของศาสนา รวมถึงภายในยังเก็บผลงานศิลปะล้ำค่าอีกจำนวนมาก และด้านบนตัวอาคารก็สามารถขึ้นไปชมวิวของเมืองได้ด้วยค่ะ

นอกจากนี้ด้านหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ จะมี จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter’s Square) เป็นลานวงกลมขนาดใหญ่ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรมัน ความโดดเด่นของจัตุรัสแห่งนี้อยู่ที่เสาโอเบลิค เป็นเสาทองสัมฤทธิ์สูง 25.5 เมตร สีบลอนซ์ที่ถูกสร้างขึ้นที่ Heliopolis ประเทศอียิปต์ ซึ่งเสานี้เป็นเสาโอเบลิคแห่งเดียวในกรุงโรมที่ไม่ได้ถูกโค่น

บริเวณลานรูปวงกลมยังถูกโอบล้อมด้วยเสาหิน บนหลังคาที่ประดับไปด้วยรูปปั้นเหล่าทวยเทพ และบริเวณทางเข้าทั้ง 2 ด้านของวิหารยังประกอบไปด้วยน้ำพุอย่างสวยงามอีกด้วย

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องห้ามพลาดชมคือ ปิเอตา (Pieta) เป็นรูปปั้นที่ถือเป็นงานประติมากรรมการแกะสลักหินอ่อนบล็อคก้อนเดียวในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ทำขึ้นโดย มีเกลันเจโล บูโอนาร์โรตี แสดงถึงร่างกายของพระเยซูบนตักของมารีย์ ผู้เป็นมารดา หลังจากการตรึงที่กางเขน ซึ่งเป็นประติมากรรมที่มีความอ่อนช้อย สวยงามมากๆเลยทีเดียวค่ะ 

 

2. วิหารซิสติน (Sistine Chapel)

โบสถ์ซิสทีน (Sistine Chapel) เป็นโบสถ์ภายในพระราชวังพระสันตะปาปา และยังเป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระสันตะปาปาในนครรัฐวาติกันด้วย แถมที่นี่ยังเคยถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับการประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ในสมัยสมเด็จพระสันตะปาปาซิกส์ตุสที่ 4 ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 สร้างขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1473 - ค.ศ. 1481 โดยมีสถาปนิกที่รับผิดชอบงานก่อสร้างคือ Giovanni แห่ง Dolci

ภายในโบสถ์ซิสทีนโดยเฉพาะเพดานของโบสถ์ภาพเฟรสโกทั้งหมดบนเพดานล้วนแต่เป็นผลงานของ Michelangelo ซึ่งภาพ The Creation of Adam เป็นภาพที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของบรรดาเหล่านักท่องเที่ยวค่ะ

 

3. พิพิธภัณฑ์แห่งวาติกัน(Vatican Museums) 

พิพิธภัณฑ์แห่งวาติกัน(Vatican Museums) เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศาสนา และศิลปะ ภายในเก็บรวบรวมผลงานทางศิลปะของศาสนจักรคาทอลิกที่มีอายุหลายร้อยปีไว้ให้ได้ชม พิพิธภัณฑ์เกิดมาพร้อมกับงานส่วนตัวของสมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับเลือกเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาในปี ค.ศ. 1503

ภายในพิพิธภัณท์ ก็บรวบรวมผลงานศิลปะที่ยอดเยี่ยมโบราณคดีและชาติพันธุ์วิทยาที่สร้างขึ้นโดยสังฆราช ไฮไลท์สำคัญของที่นี่คือ ผลงานชิ้นเอกของศิลปินระดับโลกหลายท่าน เช่น Michelangelo และ Raphael โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพวาดของ Michelangelo Buonarroti หนึ่งในศิลปินยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ได้อุทิศชีวิตของเขาเกือบ 16 ปี ให้กับภาพวาดที่ครอบคลุมห้องนิรภัย และผนังบนแท่นบูชาของโบสถ์ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าชมปีละกว่า 6 ล้านคน จึงทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ค่ะ

นอกจากนี้ บันไดเวียน (Momo Staircase) ในพิพิธภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ ออกแบบโดย จูเซปเป้โ มโม (Giuseppe Momo) ในปีค.ศ. ปี 1932 บันได้แห่งนี้มีรูปร่างเหมือนเกลียวคู่ ฝั่งหนึ่งใช้สำหรับขึ้น และอีกฝั่งใช้สำหรับลง แถมบันไดยังได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วย ลูกกรงรอบทางลาดนั้นทำจากโลหะที่ใช้งานได้ดีอีกด้วยนะคะ 

 

4. ทหารองครักษ์สวิส (Swiss Guards)

ทหารองครักษ์สวิส (Swiss Guards) เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องบอกว่า ห้ามพลาดที่จะต้องตามหาเขาเหล่านั้นค่ะ ทหารรับจ้างทุกนายที่นี่เป็นกองกำลัง และหน่วยทหารรักษาเกียรติยศที่มีหน้าที่คอยปกป้องสมเด็จพระสันตะปาปา และวัง Apostolic ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1506 ภายใต้สมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 เป็นหนึ่งในหน่วยทหารที่เก่าแก่ที่สุด

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเหล่าทหารเหล่านี้ คงหนีไม่พ้นชุดการแต่งกายที่มีสีน้ำเงิน แดง ส้ม และเหลือง พร้อมติดตั้งอาวุธแบบดั้งเดิมเช่น ง้าว และอาวุธปืนที่ทันสมัย ถือว่าทหารเหล่านี้เป็น "กองทัพที่เล็กที่สุดในโลก"

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 19.50 EUR. แนะนำว่าควรซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าด้วยนะคะ เพราะส่วนใหญ่ไปหน้างานตั๋วจะค่อนข้างเต็ม และคนเยอะมากค่ะ สามารถซื้อล่วงหน้าได้ไม่เกิน 60 วันค่ะ

 

 

Powered by MakeWebEasy.com